สถานที่ท่องเที่ยว สงขลา

ถ้ำภูผาเพชร

ถ้ำภูผาเพชร เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่ในต.ปาล์มพัฒนา  อ.มะนัง  จ.สตูล  เนื้อที่ภายในถ้ำกว่า 50 ไร่  กว้างใหญ่มโหฬาร ธรรมชาติได้รังสรรค์ความสวยงามไว้อย่างอัศจรรย์  ซึ่งเกิดจากหยดน้ำภายในถ้ำ ทำให้เกิดหินงอกหินย้อย  มีมานานมากกว่าร้อยล้านปี  ตั้งแต่ยุคเพอร์เมียน  Permian Period  เมื่อปี พ.ศ. 2541 นักโบราณคดีของสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์แห่งชาติที่ 10  จังหวัดสงขลา  ได้เข้าสำรวจบริเวณถ้ำ  ตามคำเล่าของพระธุดงด์นามว่า  “หลวงตาแผลง”  ที่ได้ค้นพบถ้ำแห่งนี้   หลักฐานนักโบราณคดีได้ทำการสำรวจและได้สันนิษบานว่า ถ้ำภูผาเพชรแห่งนี้น่าจะเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ประมาณ 3000 ปี  มาแล้ว ซึ่งได้พบหลักฐานทางโบราณคดี  กระดูกมนุษย์ยุคโบราณส่วนกระโหลกศรีษะ   พบเศษภาชนะดินเผาเคลือบลายเชือกทาบ  ที่ก้นภาชนะมีเปลือกหอยยึดเกาะ  หลังจากน้นก็ได้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ชื่อเสียงตลอดมา

ถ้ำภูผาเพชร เป็นถ้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และใหญ่ติดอันดับ 4  ของโลก  เนื้อที่กว้างขวางมโหฬารตระการตามาก  เพดานถ้ำสูงโปร่ง  ความงามของหินงอกหินย้อยที่มีหยดน้ำเกาะอยู่  เมื่อกระทบกับแสงไฟจะมีประกายวาวเหมือนเพชร  ภายในถ้ำจัดสรรแบ่งเป็นห้องต่างๆ  20 ห้อง มีไฟส่องสว่างตามทางเดิน มีการตั้งชื่อแต่ละห้องตามลักษณะของธรณีสัณฐานที่พบเห็น   เช่น ห้องม่านเพชร  มีลักษณะคล้านผ้าม่านแขวนเป็นหลืบซ้อนกัน ห้องพญานาค  มีหินงอกต่อตัวกันคล้ายงูใหญ่หรือพญานาค ห้องปะการัง มีหินงอกหินย้อย คล้ายประการังในทะเล ถ้าสังเกตุจากประเภทของหินงอก  (Stalagmite) ก็จะมีชื่อต่างๆ  ตามรูปทรงที่พบเห็นมีมากถึง  31 แห่ง   ได้แก่  ดอกเห็ด  ซุ้มประตู  หัวแหวนเพชร  สายน้ำเพชร หัวพญานาค  พญานาคปรก  เศียรพระ  ดอกบัวคว่ำ  ประเภทหินย้อย  (Stalactite)  ก็มีทั้งหมด 4 แห่ง  มีรูปร่างคล้ายโดม  แบบแมงกระพรุน   และแบบม่าน ประเภทเสาหิน  (Column in Cavern)  ซึ่งเป็นส่วนของหินงอกและหินย้อยมาบรรจบกันกลายเป็นรูปเสาค้ำถ่อเพดานถ้ำ มีมาก14  แห่ง  ประเภทเสาหินมีลักษณะต่างๆ กัน และมีชื่อเรียกว่า  เสาเพชรหรือเสาหินย้อย  หรือเสาค้ำสุริยัน  ส่วนบ่อขั้นบันได  มีลักษณะเหมือนชายน้ำตกหินปูนที่เป็นชั้นๆ เหมือนขั้นบันได

ภายในถ้ำภูผาเพชร มี 5  แห่ง  รูปทรงต่างกัน แบบขั้นบันได  แบบอ่าง  แบบเวทีคอนเสิร์ต  ถ้าเดินลึกเข้าไปด้านในสุด จะพบโพรง 1 แห่ง เพดานถ้ำบริเวณนั้นเป็นช่องปล่อง มีแสงธรรมชาติสาดส่องกระทบกับหินงอกหินย้อยที่มีสีเขียว  ทำให้ลานกลางห้องเป็นสีมรกตสวยงามแปลกตา จึงตั้งชื่อกันว่า ห้องแสงมรกต  บริเวณที่เป็นไฮไลท์ที่สุดสวยงามสุด คือ ห้องภูผาเพชร  หินงอกหินย้อย มีประกายเหมือนเกล็ดเพชรระยิบแวววาว  เมื่อกระทบกับแสงไฟสวยงามวิจิตรตระการตาเกินคำบรรยาย  คุณจะหลงใหลในความงามมหัศจรรย์ของธรรมชาติถ้ำภูผาเพชร

การเดินทางสู่ภูผาเพชร : สามารถไปได้ 2 เส้นทาง คือ จากจังหวัดสตูลเข้าทางแยกควนกาหลง เข้าสู่อำเภอมะนัง หากเริ่มต้นจากจังหวัดตรังเมื่อเข้าสู่เขตสตูลให้เลี้ยวซ้ายเข้าสู่มะนังเช่นกัน ทั้งนี้จะมีป้ายบอกเป็นระยะๆ และต้องเดินขึ้นบันไดประมาณ 300 ขั้น (เท่านั้นเอง) ส่วนภายในถ้ำมีบันไดไม้เดินได้สะดวก

เตรียมตัวเดินทาง : นักท่องเที่ยวควรนำไฟฉายติดตัวไปเพื่อส่องดูความงามภายในถ้ำ หรือสามารถเช่าจากชาวบ้านบริเวณทางเข้าถ้ำ และควรสวมใส่รองเท้าที่เดินสบาย

ถ้ำภูผาเพชร เปิดให้เข้าชมทุกวัน  เวลา 08.30 –  15.30  น. วันหยุดเทศกาลปิด 16.00 น.

ค่าธรรมเนียมการเข้าชม  ท่านละ 30 บาท  นักเรียนนักศึกษา 10 – 20 บาท

ทะเลสาบสงขลา

ทะเลสาบสงขลา หรือ ทะเลสาบพัทลุง (ชื่อที่เรียกในเขตจังหวัดพัทลุง) เป็นทะเลสาบแห่งเดียวในประเทศไทยที่อยู่ติดกันถึง 3 จังหวัด มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 1,000 ตารางกิโลเมตร ได้แก่ จังหวัดพัทลุง ในเขตอำเภอเมืองพัทลุง อำเภอปากพะยูน อำเภอบางแก้ว อำเภอเขาชัยสนและอำเภอควนขนุน, จังหวัดสงขลา ในเขตอำเภอระโนด อำเภอสทิงพระ อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอสิงหนคร อำเภอเมืองสงขลา อำเภอควนเนียง อำเภอหาดใหญ่ และอำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช

ทะเลสาบสงขลามีเกาะอยู่-หลายเกาะที่สำคัญได้แก่ เกาะสี่ เกาะห้า เกาะหมาก (ตำบลเกาะหมาก) เกาะนางคำ (ตำบลเกาะนางคำ) และเกาะยอ (ตำบลเกาะยอ)  มีสภาพทางนิเวศวิทยาที่หลากหลายเนื่องจากเป็นที่ไหลรวมจากต้นน้ำลำคลองเล็ก ๆมากมายและยังมีทางออกสู่ทะเลอ่าวไทย ปริมาณและสภาพน้ำในทะเลสาบขึ้นอยู่กับน้ำจืดที่ไหลลงมาและน้ำเค็มจากทะเลหนุนเข้า มาซึ่งในฤดูน้ำหลากประมาณ เดือนพฤศจิกายน ถึงธันวาคมจะมีน้ำจืดไหลลงสู่ทะเลสาบจำนวนมากจึงไปผลักดันน้ำเค็มออกสู่อ่าวไทย ในช่วงนี้น้ำในทะเลสาบ จะขุ่น และเป็นน้ำจืดแต่เมื่อถึงฤดูแล้งปริมาณน้ำจืดที่ไหลลงสู่ทะเลสาบจะมีน้อยน้ำเค็มจะไหลเข้ามาแทนที่ในช่วงนี้ น้ำในทะเลสาบ จะกร่อยจึงเป็นทะเลสาบที่มีลักษณะของน้ำในทะเลสาบถึง 3 น้ำ คือ น้ำจืด, น้ำกร่อย และน้ำเค็ม มีแม่น้ำและคลองหลาย สายที่ ไหลเข้าสู่ทะเลสาบแห่งนี้

โดยน้ำในทะเลสาบสงขลาได้รับน้ำจากเทือกเขาบรรทัดและเทือกเขาสันกาลาคีรีจากอำเภอสะเดา ทั้งหมดไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา ลุ่มน้ำในแถบนี้เรียกว่า “ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา” แบ่งออกได้เป็น4ตอนใหญ่ ๆ ได้ดังนี้  1.ทะเลน้อย

อยู่ตอนบนสุดมีพื้นที่ประมาณ28ตารางกิโลเมตร ความลึกเฉลี่ยประมาณ1.5เมตรเป็นทะเลสาบน้ำจืดโดยแยกส่วนกับทะเลสาบโดย มีคลองนางเรียมเชื่อมต่อระหว่างทะเลน้อยกับทะเลหลวงทะเลน้อยเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่มีพืชน้ำนานา ชนิดขึ้นอยู่ โดยรอบ มีป่าพรุขนาดใหญ่มีวัชพืชพวกผักตบชวา กกจูดและยังเป็นแหล่งของนกน้ำนานาพันธุ์ทั้งที่ประจำถิ่น และที่อพยพมาจาก แหล่งอื่น

 

2.ทะเลหลวง (ทะเลสาบสงขลาตอนบน)

เป็นส่วนของทะเลสาบสงขลาถัดจากทะเลน้อยลงมาจนถึงเกาะใหญ่ อำเภอกระแสสินธุ์เป็นห้วงน้ำกว้างใหญ่ที่สุดมีพื้นที่ ประมาณ 458.80ตร.กม. ความลึกประมาณ2เมตรในอดีตเป็นท้องน้ำจืดขนาดใหญ่แต่ในบางปีมีการรุกตัวของน้ำเค็มค่อนข้างสูงในช่วงฤดูแล้ง

 

3.ทะเลสาบ(ทะเลสาบตอนกลาง)

อยู่ถัดจากทะเลหลวงลงมา เป็นส่วนของทะเลสาบที่มี เกาะมากมาย เช่น เกาะสี่ เกาะห้า เกาะหมากเกาะนางคำพื้นที่ส่วนนี้เป็นการผสมผสานของน้ำเค็มและน้ำจืดจึงทำให้มี สภาพเป็นทั้ง น้ำจืดและน้ำกร่อยในช่วงที่เป็นน้ำจืดจะมีพืชปกคลุมโดยทั่วไป

 

4.ทะเลสาบสงขลา(ทะเลสาบสงขลาตอนล่าง)

เป็นส่วนของทะเลสาบตอนนอกสุดที่เชื่อมต่อกับอ่าวไทย ทะเลสาบส่วนนี้เป็นบริเวณที่มีน้ำเค็ม แต่บางส่วนในช่วง ฤดูฝนจะเป็นน้ำกร่อยและได้รับอิทธิพลจากน้ำขึ้น น้ำลงบริเวณทางตอนใต้มีพื้นที่ป่าชายเลนปกคลุมโดย ทั่วไปแต่ปัจจุบันถูกเปลี่ยน ไปเป็นพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เพาะเลี้ยงกุ้งนักท่องเที่ยวสามารถหาเรือท่องเที่ยวในทะเลสาบได้ บริเวณท่าเรืออยู่หลังที่ทำการ ไปรษณีย์โทรเลข หรือบริเวณตลาดสดจะมีเรือหางยาวรับส่งตลอดวัน

ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเป็นลุ่มน้ำแห่งเดียวของประเทศไทย ที่มีระบบทะเลสาบแบบลากูน (Lagoon) ขนาดใหญ่ เป็นแอ่งรองรับน้ำจืด (น้ำฝน น้ำจืดจากคลอง และน้ำหลากจากแผ่นดิน) โดยมีน้ำเค็มจากทะเลไหลเข้ามาผสมผสาน จึงเหมาะแก่การท่องเที่ยวชมบรรยากาศวิถีชีวิตของชาวบ้าน ที่ได้อาศัยทะเลสาบแห่งนี้อยู่อาศัยและทำประมงมาเป็นเวลานาน

น้ำตกโตนงาช้าง

น้ำตกโตนงาช้างเป็นน้ำตกที่มีความสวยงามและมีชื่อเสียงมาก แห่งหนึ่งของภาคใต้และของจังหวัดสงขลา น้ำตกโตนงาช้างมี 7 ชั้นชั้นที่มีชื่อเสียงมี่สุดคือโตนงาช้างซึ่งเป็นชั้นที่ 3 ของน้ำตกซึ่งสายน้ำตกแยกออกเป็นสองสายคล้ายงาช้างน้ำตกโตนงาช้างนี้อยู่ใน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้างมีการจัดสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกไว้ บริการนักท่องเที่ยวมีทางเดินศึกษาธรรมชาติและเที่ยวชมน้ำตกชั้นต่างๆหากจะ ชมน้ำตกให้ครบทุกชั้นต้องเดินเท้าเป็นระยะทางกว่า 1 กิโลเมตรสำหรับน้ำตกทั้ง 7 ชั้น จะมีชื่อเรียกแตกต่างกัน ได้แก่

ชั้นที่ 1.โตนบ้า เมื่อเดินเท้าไปเพียงแค่เล็กน้อยจากจุดจอดรถ ก็จะพบกับสายน้ำและโขดหิน เล็กๆ สำหรับชั้นนี้ไม่เหมาะแก่การเล่นน้ำเท่าไหร่นัก เนื่องจากเป็นเพียงแค่สายน้ำไหล และไม่มีแอ่งน้ำ

ชั้นที่ 2.โตนปลิว ชั้นนี้เดินเท้าจากชั้นแรกประมาณ 200 เมตร ลักษณะของชั้นนี้เป็นแอ่งน้ำ เหมาะแก่การเล่นน้ำ ลักษณะโดยทั่วไป น้ำจะไหลจากหน้าผาสูงชันพอประมาณ สูงประมาณ 20 เมตร โดยที่น้ำจะไหลเป็น 2 สายมาบรรจบกันที่แอ่ง ผู้คนโดยส่วนใหญ่มักจะเล่นน้ำกันชั้นนี้ การเดินทางมาชั้นนี้ค่อนข้างสะดวก

ชั้นที่ 3.โตนงาช้าง หากเดินทางมาเที่ยวน้ำตกโตนงาช้างต้องไม่พลาดชั้นนี้ ซึ่งจะได้สัมผัส กับจุดที่เรียกว่า โตนงาช้าง ในชั้นนี้ใช้เวลาในการเดินทางจากชั้นที่ 2 ประมาณ 15 นาที เนื่องจาก ทางขึ้นค่อนข้างชัน

เมื่อถึงชั้นนี้จะพบน้ำไหลลาดชัน สูงประมาณ 20 เมตร โดยจะมีน้ำไหล 2 สายมาบรรจบกันที่แอ่ง เล็กๆ ซึ่งจะมีโขดหินขนาดใหญ่ขวางอยู่ และเมื่อนั่งบนโขดหินชั้นนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ด้านล่าง เนื่องจากบนชั้นนี้จะมีความสูงใกล้กับเทือกเขา ในชั้นนี้จะมีแอ่งน้ำซึ่งสามารถที่จะเล่นน้ำได้

ชั้นที่ 4.โตนดำ อยู่ที่ระดับความสูง 700 เมตร

ชั้นที่ 5.โตนน้ำปล่อย อยู่ที่ระดับความสูง 1,050 เมตร

ชั้นที่ 6.โตนฤาษีคอยบ่อ อยู่ที่ระดับความสูง 1,300 เมตร

ชั้นที่ 7.โตนเหม็ดชุน อยู่ที่ระดับความสูง 1,550 เมตร

การเดินทาง

โดยทางรถยนต์ เริ่มจากอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ไปตามถนนเพชรเกษม หาดใหญ่ – รัตภูมิ ถึงกิโลเมตรที่ 13 แยกซ้ายเข้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง 13 กิโลเมตร ถึงสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง รวมระยะทางหาดใหญ่ถึงสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง 26 กิโลเมตร

วนอุทยานน้ำตกบริพัตร

วนอุทยานน้ำตกบริพัตร ห่างจากอำเภอเมือง 52 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 406 ระหว่างกิโลเมตรที่ 35-36 แยกจากปากทาง 800 เมตร เป็นน้ำตกเล็ก ๆ มีน้ำตลอดปี อยู่ท่ามกลางแมกไม้เขียวขจี เหมาะกับการเล่นน้ำ สามารถเดินขึ้นไปตามบันไดหินเลียบเขา ชั้นบนมีแอ่งน้ำเล็ก ๆ อีก 1 แห่ง

เป็นน้ำตกหนึ่งในสองแห่งของอำเภอรัตภููมิ จังหวัดสงขลา เป็นน้ำตกเกิดจากเทือกเขาบรรทัด ซึ่งคนในท้องถิ่นเรียกว่า เขาแก้ว น้ำตกบริพัตรอยู่ไปทางทิศตะวันออกของที่ว่าการอำเภอรัตภูมิ ประมาณ 20 กิโลเมตร อยู่ที่หลักกิโลเมตรที่ 34 ของถนนยนตรการกำธร (ถนนสายรัตภูมิสตูล) ตั้งอยู่หมู่ที่ 10 ตำบลเขาพระ อยู่ในเขตของวนอุทยานแห่งชาติ สังกัดกระทรงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมทางวนอุทยานร่วมกับอำเภอรัตภูมิ ทำการปรับปรุงเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และพักผ่อนโดยสร้างถนนราดยางเชื่อมต่อกับถนนยนตรการกำธรซึ่งเป็นทางหลวงแผ่นดิน เข้าไปยังน้ำตก ระยะทางตลอดทั้งวัน สภาพของน้ำตกมีน้ำตกตลอดทั้งปี แต่ที่มีน้ำมากที่สุดอยู่ในช่วงระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคม เป็นน้ำตกลดหลั่นลงมาเป็นชั้น ๆ กว่า 10ชั้น ตั้งแต่ชั้นล่างสุดถึงชั้น 5 มีทางเดินขึ้นชมอย่างสะดวก ถัดจากนั้นขึ้นไป ต้องปีนป่ายใช้ความสามารถกันตามสมควร บริเวณชั้นล่างสุดมีแอ่งใหญ่เหมาะในการอาบและแหวกว่ายน้ำ ใสสะอาด ปราศจากมลภาวะทั้งปวง

น้ำตกแห่งนี้ เดิมชื่อน้ำตกคลองลำเรียน ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2469 –2471  ปีใดยังไม่ปรากฏชัด จอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิจ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น ได้เสด็จเดินทางมาเกี่ยวกับราชการ จากจังหวัดสงขลาสู่จังหวัดสตูลได้และทรงพักผ่อนที่น้ำตก และได้ทรงจารึกพระนามไว้ที่หน้าผาของน้ำตกว่า “บริพัตร” น้ำตกคลองลำเรียนจึงได้ชื่อว่า น้ำตกบริพัตรตั้งแต่นั้นมา

บริเวณน้ำตกเป็นที่ร่มรื่นและเย็นฉ่ำด้วยละอองน้ำ มีต้นไม้นานาพันธุ์ทั้งไม้ดอกและไม้ยืนต้น เหล่านกส่งเสียงร้องเรียกหากันอย่างน่าฟัง มีความปลอดภัยสูง เพราะมีเจ้าหน้าที่ของอุทยานดูแลอยู่ตลอดเวลา การคมนาคมสะดวกสบาย มีถนนราดยางถึงริมน้ำตก ที่จอดรถกว้างขวาง เนื่องจากเป็นวนอุทยาน จึงมีระเบียบที่เคร่งครัดอย่างหนึ่งคือ ห้ามเก็บหรือน้ำวัตถุหรือสิ่งใด ๆ ที่เป็นธรรมชาติในอุทยาน เช่น พืชพันธุ์ สัตว์ หรือแม้แต่ก้อนหิน ออกไปจากอุทยานอย่างเด็ดขาด

วนอุทยานน้ำตกบริพัตร เป็นสถานที่ที่ผู้มาเยือนรัตภูมิน่าจะไปเยี่ยมชมอย่างยิ่ง เพราะธรรมชาติสวยงามมีพืชพรรณหลากหลายที่จะหาชมที่อื่นได้ยาก ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน ซึ่งเป็นฤดูผลไม้ของภาคใต้ จะมีผลไม้วางขายตลอดเส้นทางที่ผ่านเป็นผลไม้สดมีคุณภาพและราคาย่อมเยา เช่น เงาะ ทุเรียน มังคุด จำปะดะ ลองกอง ฯลฯ ล้วนแต่มีรสชาติเป็นที่ติดใจของผู้ที่ลิ้มลอง

สะพานติณสูลานนท์

สะพานติณสูลานนท์ เป็นสะพานคอนกรีตที่ยาวที่สุดในประเทศไทย อยู่ในอำเภอเมืองสงขลา และอำเภอสิงหนคร โดยเชื่อมเกาะยอ 2 ด้าน ระหว่างฝั่งบ้านน้ำกระจาย อำเภอเมืองสงขลา และบ้านเขาเขียว อำเภอสิงหนคร ความยาวของสะพาน 2 ช่วงแรก 940 เมตร และ 1,700 เมตร ตามลำดับ รวมเป็น 2,640 เมตร ก่อสร้างขึ้นในสมัย ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

จุดประสงค์ของการสร้างสะพานแห่งนี้ คือ การรองรับการคมนาคมทางรถยนต์ โดยไม่ต้องรอข้ามแพขนานยนต์ซึ่งมีไม่เพียงพอกับปริมาณรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้การเดินทางต้องใช้เวลานาน ทั้งเมื่อข้ามฝั่งมาแล้วก็ยังทำให้การจราจรติดขัดในตัวเมืองอีกด้วย ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2524 รัฐบาลจึงมีนโยบายจะพัฒนาจังหวัดสงขลา และอำเภอหาดใหญ่ให้เป็นเมืองหลัก โดยกรมทางหลวงเป็นเจ้าของโครงการ และบริษัทจากประเทศไต้หวันเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง เปิดให้ใช้เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2527

สะพานติณสูลานนท์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของทางหลวงหมายเลข 4146 ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างทางหลวงหมายเลข 4083 (ระโนด-เขาแดง) กับทางหลวงหมายเลข 407 (สงขลา-หาดใหญ่) ชาวจังหวัดสงขลานิยมเรียกสะพานนี้ติดปากว่า “สะพานป๋าเปรม””สะพานติณ” หรือ “สะพานเปรม” และถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อของจังหวัด

“Cr. เว็บการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย”

โรงแรม ที่พัก แนะนำ ท่าพระยา สงขลา

พาวีเลี่ยน โฮเต็ล สงขลา (Pavilion Hotel Songkhla)

ซัน ซิตี้ แมนชั่น (Sun City Mansion)

บีพี สมิหลา บีช โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ต (BP Samila Beach Hotel & Resort)

โรงแรมหรรษา เจบี (Hansa JB Hotel)

โรงแรมนิว ซีซั่น (New Season Hotel)

โรงแรมบีพี แกรนด์ ทาวเวอร์ (BP Grand Tower Hotel)

โรงแรมหาดใหญ่ โกลเด้น คราวน์ (Hadyai Golden Crown Hotel)

สบาย สบาย (Sabai Sabai)

โรงแรมวีแอล หาดใหญ่ (V.L. Hatyai Hotel)

โรงแรมเดอะ รีเจนซี หาดใหญ่ (The Regency Hotel Hatyai)